เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๔ ม.ค. ๒๕๖๘

เทศน์เช้า วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมที่ยั่งยืนนะ วิมุตติสุขๆ พ้นจากวัฏฏะ พ้นจากโลก พ้นจากการเปลี่ยนแปลง

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง สมมุติบัญญัติๆ สมมุติมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บัญญัติคือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าใครฝึกหัดไง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปฏิเวธคือความรู้จริงไง

ความรู้จำ ความรู้จำเราก็รู้ เราก็เข้าใจ มีการศึกษามีความเข้าใจทั้งนั้น มีสติมีปัญญา มันเป็นเรื่องสติปัญญาทางวิชาการ วิชาการเราศึกษาเล่าเรียนมา เราทำเป็นวิชาชีพ แล้วเราส่งต่อให้ลูกหลานของเราไปไง ให้ความเจริญ ให้ความยั่งยืนกับโลกนี้

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาอบรมบ่มเพาะไง

“เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”

ดูเป็นความว่าง มันว่างเปล่าไง มันว่างเปล่าๆ แล้วมันมีจริงไหมล่ะ เห็นไหม สมมุติไง

สมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัติทางวิชาการทำให้สุขภาพชีวิตของเราเจริญงอกงามขึ้นมา คุณภาพชีวิต สิ่งที่ว่าอายุขัยของคนมันยั่งยืนขึ้น การบำรุงรักษาขึ้นมา ทางวิชาการมันเจริญไง เจริญขึ้นมา การแก้ไขความเจ็บไข้ได้ป่วยไง แต่สัจธรรม บัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ร่างกายนี้เป็นรวงรังของโรค เป็นที่อยู่อาศัยของโรค มันเป็นบุญเป็นบาปของคน

เวลาบาปของคน เห็นไหม ผู้ที่ทำคุณงามความดีมา ทำบุญกุศลมา ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลยไง เวลาเห็นคนเจ็บออดๆ แอดๆ นะ มันก็งงนะ เฮ้ย! มันเป็นอะไรกันวะ คนไม่เคยเป็นน่ะ

คนไม่เคยเป็นมันก็ไม่เป็น มันก็ไม่รู้ ไอ้คนเคยเป็นก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ซ้ำๆ ซากๆ เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่อย่างนั้นน่ะ เห็นไหม กรรมของสัตว์ๆ มีศีล ๕ ศีล ๕ มนุษย์สมบัติๆ ไง

มนุษย์สมบัติ ศีล ๕ ศีล ๕ คนที่เราดูแลบำรุงรักษา เราช่วยชีวิตของคนอื่นไว้ เราปกป้องดูแลเขา ชีวิตจะยั่งยืนไง เวลาคนชีวิตมันสั้นไง มันตัดทอนชีวิตเขา

เวลาคนเกิดมามีบาป เวลาบ้านแตกสาแหรกขาด บ้านแตกสาแหรกขาด เขาว่าไอ้พวกพรานป่าไง เวลามันไปเอารังนก ไปเอาลูกนกเอามาเป็นสินค้า เอามาค้าเอามาขาย มันพรากลูกพรากแม่ พรากชีวิตเขา

ดูปางช้าง เห็นไหม มันไปยิงแม่ช้าง แล้วมันก็เอาลูกช้างมา เอาไปฝึกหัด เอาไว้เป็นอาชีพ นั่นน่ะมันสร้างเวรสร้างกรรมทั้งนั้นน่ะ

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครสร้างบุญสร้างกุศลมามากน้อยขนาดไหน ถ้าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมมุติบัญญัติๆ เวลาสมมุติ จริงตามสมมุติ ชีวิตนี้มันจริงๆ ทั้งนั้นน่ะ แต่มันจริงแค่อายุขัย เพราะมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นผลของวัฏฏะไง มันถึงว่าเป็นสมมุติ สมมุติเกิดจากคุณงามความดีมันก็เป็นสมมุติที่ดีงาม ถ้าสมมุติที่มันทุกข์มันยาก แล้วมันทุกข์มันยาก ใครเป็นคนทำให้ล่ะ เราทำมาทั้งนั้นน่ะ

บัญญัติๆ สัจจะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาศึกษาเล่าเรียนแล้วเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา มันเป็นหนทาง มัคโค ทางอันเอก มันเป็นหนทาง หนทางการพ้นจากทุกข์ มันไม่มีในศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ในพระพุทธศาสนา

บำเพ็ญตบะธรรมๆ เขาบอกเป็นการทรมานตนเอง เป็นการทรมานกิเลสไง แต่ถ้ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรมไง นี่มัคโค ทางอันเอก ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการปฐมเทศนาเลย

“เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ”

ไอ้ที่ว่ามันเสพสุขๆ ที่มันจะมีความดีของมัน มันไม่มี ไอ้ที่มันทุกข์มันยากของมัน มันก็ทุกข์ยากลำบากเปล่า ทางสองส่วนไม่ควรเสพ แล้วโลกนี้มีทางสองส่วนนี้แหละ แต่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้ววางธรรมวินัยนี้ไว้ไง แล้วเราศึกษาเล่าเรียน ศึกษาเล่าเรียนด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนไง ถ้าคนมันชอบ ก็ชอบๆ

ถ้าคนมันไม่ชอบนะ มันปลอมมาตั้งแต่ต้นน่ะ พระไตรปิฎกนี้ใครเขียนมา ใครยัดเยียดมา พุทธพจน์ๆ คนนู้นก็อ้าง คนนี้ก็อ้างโลกมันจะแตก

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกนี้เป็นอจินไตย มันจะแตกมาจากไหนวะ ไอ้โลกแตกๆ หลอกชาวบ้านได้เยอะนัก

สิ่งที่มันยัดเยียด “เป็นพุทธพจน์ๆ”

พุทธพจน์องค์ไหนวะ ในพระไตรปิฎกบอกไว้ โลกนี้เป็นอจินไตย อจินไตย ๔ นะ พุทธวิสัย กรรม ฌาน โลก

ฌาน ฌาน ฌาน ความสงบ อจินไตยเชียว เพราะเป็นอจินไตยไง คนคาดการณ์กันไม่ได้ไง มันเลยหลอกลวงไง ไอ้พวกปฏิบัติปฏิบัติบูชากิเลสไง มันก็ไปตามกิเลสนั่นแหละ

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระไตรปิฎก มรรค ๘ มันก็เอาเมตรหนึ่งเลย ๕๐ เซนต์ สายกลาง

เฮ้ย! ไอ้นั่นมันมาตรวัดนะมึง ชั่งกิโล ครึ่งกิโลก็สายกลาง

“ทางสายกลางบอกมา” นักวิทยาศาสตร์ ทางสายกลาง

ทางสายกลางมันอยู่ที่จริตนิสัย จริตของคน โทสจริต โมหจริต โลภจริต

ไอ้คนที่ไม่ลุ่มไม่หลง มันก็ไม่หลงนะ หลอกขนาดไหนมันก็ไม่เชื่อ ไอ้คนมันจะหลงนะมึง ไม่ต้องหลอกหรอก กูวิ่งไปหามึงเลย แล้วมันทางสายกลางของใครล่ะ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติ เฉพาะตนๆ เฉพาะตนเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม เวลาเข้าด้ายเข้าเข็มมันจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา

จะเอาจริงเอาจังของใคร มันต้องเอาจริงเอาจังของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น

ผล ผลมันจะเกิดการปฏิบัติของบุคคลคนนั้น

ถ้าบุคคลคนนั้น ถ้ามันตรงจริต ตรงนิสัย ตรงกิเลสไง ก็เราเป็นโรคนี้ เราเป็นโรคของเรา มันก็ต้องรักษาตามอาการโรคของเราให้มันหายจากโรคสิ

ไอ้นี่โรคของเราเป็นอย่างนี้ มันไปรักษาอีกโรคหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยผิด

ไม่ใช่หรอก แพทย์พาณิชย์ เขาเอาไว้ล้วงกระเป๋า

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังอย่างไร

ทีนี้ในวงกรรมฐาน วงกรรมฐานเขาแสวงหาครูบาอาจารย์ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำไง แก้วแหวนเงินทองเป็นของหายาก มันมีอยู่ทั่วไป ในคอ ในมือคนมีอยู่ทั่วไป แหวนมีอยู่นั่นน่ะ เวลาแก้วแหวนเงินทองมันหาได้ยาก แต่ครูบาอาจารย์หาได้ยากยิ่งกว่า

ผู้รู้จริง ผู้รู้จริงรู้จริงมาจากไหน แต่มันก็มีผู้รู้จริงใช่ไหม เวลาโฆษณาชวนเชื่อ ผู้รู้จริงเขาพูดเลย คนรู้จริงเขามีนะ คนรู้จริงเขามี

แสดงว่าเขารู้ว่ามึงโกหกหรือไม่โกหก เขารู้ว่าจริงหรือเท็จไง แต่ไอ้พวกเท็จมันก็สอนแต่ความเท็จ เพราะความเท็จนั้นมันหลอกลวงง่ายไง

แต่ความจริงๆ ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนพูดมันตาย เพราะพูดความจริงไปขวางผลประโยชน์เขาทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นความจริงๆ นี่ความจริงข้างนอกนะ

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง

ว่างไหม ปีใหม่ก็ผ่านไปแล้ว ผู้ที่มีผลรื่นเริงในหัวใจไง เป็นวัฒนธรรมไง ชาติหนึ่งก็ได้ประสบมาไง ผู้ที่เขาไปทำหน้าที่ของเขานะ อาบเหงื่อต่างน้ำดูแลความสงบสุข ก็ในพื้นที่เดียวกันน่ะ คนคนหนึ่งเขาไปทำงาน ไปทำตามหน้าที่ อีกคนคนหนึ่งหาประสบการณ์ชีวิตไง มันก็สมมุติทั้งนั้นน่ะ แล้วมันก็ผ่านไปแล้ว ผู้ที่เป็นธรรมๆ เราจริงตามสมมุติไง เราเกิดมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดจากนางมหามายา พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระมารดา เกิดจากโลกทั้งนั้นน่ะ แล้วเกิดจากโลกขึ้นมาก็อยู่กับโลกนี่แหละ อยู่กับสมมุตินั่นน่ะ จริงตามสมมุติๆ แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา ไปศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ ก็ไม่เห็นมันมี เวลาศึกษาความเป็นจริงขึ้นมาก็ด้วยอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบ ถ้าโดยชอบคือความชอบธรรม

โดยทุจริต โดยการบิดเบือน โดยการอ้างอิง โดยการโหนกระแส โหนพระพุทธศาสนา

ลัทธิไหนเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยนะ มาเผยแผ่ศาสนา นี่บอกเป็นพระพุทธศาสนา จะความเชื่ออะไรมันก็เอาพระพุทธรูปไปตั้งไว้ พระพุทธศาสนา เพราะเมืองไทยบอกว่า ถ้าเป็นพุทธมันเชื่อ แล้วมึงเชื่ออะไรวะ มึงเชื่ออะไรของเอ็ง

นี่ไง เวลาไปวัดไปวาขึ้นมา เช้าที่เขาไหว้กันนั่นน่ะ ไอ้นั่นมันเป็นเทพารักษ์เฝ้าหน้าประตูโบสถ์ แล้วพระประธานอยู่ในโบสถ์ พระพุทธเจ้าอยู่ในโบสถ์ เขามาคุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา คุ้มครองดูแลสิ่งที่ดีงาม ชาวพุทธมันทิ้งเลยนะ

เวสสุวรรณ ไปกราบไปบูชาเวสสุวรรณ อ้าว! กูก็งงนะ พระพุทธศาสนาอะไรของเอ็งวะ

พระพุทธเจ้านั่งเป็นพระประธานอยู่ในโบสถ์นั่นน่ะ เวสสุวรรณเป็นเทพารักษ์ที่คุ้มครองดูแล แล้วเอ็งกราบใคร เหมือนไปในบ้าน ปู่ย่าตายายอยู่ในบ้านมันไม่สนใจ มันสนใจคนใช้ คนเปิดประตู เออ!

พระพุทธศาสนาไง ลัทธิความเชื่อใดจะเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยก็ต้องเป็นพระพุทธศาสนา แล้วก็เอาพระพุทธรูปไปตั้งเอาไว้ นี่เป็นพระพุทธศาสนา แล้วพิธีกรรม การกระทำมันเป็นไหม

ผลของการประพฤติปฏิบัติ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาเริ่มต้นจากดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

ดำริชอบ ดำริชอบคือความดำริถูกต้องชอบธรรม ถ้าดำริถูกต้องชอบธรรมแล้วเราจะทำอะไร เขาเหาะเหินเดินฟ้า ของเรานั่งทำความสงบของใจ

เหาะเหินเดินฟ้าไปเหนื่อยนะ เหาะเหินเดินฟ้าไป เดี๋ยวจะไปเสื่อมข้างหน้าหมด เหาะเหินเดินฟ้ามันทำได้ ฌานสมาบัติทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันเป็นของประจำโลก มันมีมาก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง

อย่างนั้นไม่ควรไป แต่จิตมันไป เวลาผู้ฝึกหัดปฏิบัติไปทางนั้นหมดน่ะ มันไปตามจริตตามนิสัย นี่ไง สิ่งที่เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของคน ถ้ามีอำนาจวาสนาของคนที่สร้างบุญญาธิการมา เขาไม่เชื่อเรื่องอย่างนั้น เขาไม่เชื่อเรื่องอย่างนั้นเพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ไง กาลามสูตรๆ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อเพราะอะไร เพราะว่ากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกของเราอยู่ด้วย มันชักนำของมันไปไง แล้ววุฒิภาวะเราก็อ่อนแอไง เราก็เชื่อสิ่งนั้นของมันไปไง แล้วมันเป็นจริงเป็นจังหรือไม่ล่ะ เพราะอะไร เพราะมันเสื่อมหมดน่ะ

แต่ถ้าเป็นความจริงๆ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ชำนาญในวสี

หลวงปู่เจี๊ยะเน้นนัก ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี

เพราะว่าท่านประพฤติปฏิบัติมา ได้เป็นพระสกิทาคามี ๒ ขั้น ตั้งแต่ที่วัดบ้านเกิดท่าน ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง ได้ ๒ ขั้น คำว่า “ได้ ๒ ขั้น” แสดงว่าท่านภาวนาเป็น ภาวนาเป็นหูตามันสว่าง มันมองออก มันมองรู้ แต่พูดหรือไม่พูด

แล้วเวลามันมองออก เวลาเริ่มต้นท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านบอก ท่านบวชตั้งแต่อายุ ๒๐ เป็นคนหนุ่มที่มีกำลังมหาศาล ทำสิ่งใดก็ทำได้ เวลาเข้าไปในวัดไง เวลาหลวงปู่กงมาท่านพาประพฤติปฏิบัตินะ คนเฒ่าคนแก่อายุ ๗๐–๘๐ เขาก็นั่งของเขาได้ ไอ้เราหนุ่มแน่นเลย นั่งสมาธิสู้กับเขาก็ไม่ได้ คนหนุ่มคนแน่นทำไมมันทำงานอะไรในโลกทำได้หมด นั่งสมาธิภาวนาไม่ได้ ท่านติตนเอง นี่ปัญญา

บวชมาแล้วบิณฑบาตชาวบ้านมากิน เสียข้าวสุกเขา เขาไม่ได้บวชเป็นพระเขายังนั่งภาวนาของเขาได้ โดยหลวงปู่กงมาท่านเป็นคนควบคุมดูแล ท่านมาบวชเป็นพระแท้ๆ นี่สติปัญญาของท่านไง ท่านถึงฮึดขึ้นมา ตั้งสติขึ้นมา แล้วพยายามฝึกหัดขึ้นมา ถือเนสัชชิกไม่นอน ไม่นอน ไม่กิน เอาจริงเอาจัง ถ้าทำไม่ได้ก็ให้มันตายไปซะ มันเสียศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทำไมมนุษย์คนอื่นเขาทำได้ ทำไมมนุษย์อย่างเราทำไม่ได้ เอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา กว่ามันจะเจริญได้ พอเจริญแล้วเดี๋ยวมันก็เสื่อม ของที่เราแสวงหาได้แล้วมันหลุดจากมือเราไป มันเจ็บช้ำน้ำใจมากขนาดไหน ฉะนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านจะเน้นเลย ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี

เพราะเวลามันเสื่อมไปแล้ว ที่มันจะฟื้นฟูขึ้นมา มันก็ฟื้นฟูขึ้นมาด้วยบริกรรมนี่แหละ มันก็ฟื้นฟูขึ้นมาด้วยกรรมฐาน ๔๐ ห้องนี่แหละ การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ใครจะมีสติปัญญามากน้อยขนาดไหน มันไม่เกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปได้

การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ๔๐ วิธีการเพราะอะไร

เพราะคนเราเกิดมาจริตนิสัยมันแตกต่างกัน มันชอบแตกต่างกัน ทำให้สงบระงับเข้ามาให้ได้นะ ถ้าสงบเข้ามาได้มันเป็นศีล สมาธิ มันจะเกิดภาวนามยปัญญาไง เวลาปัญญามันเกิด มันเกิดขึ้นมา มันเป็นความมหัศจรรย์ในใจของท่านไง

เวลาท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ เป็นความจริงในหัวใจของท่าน ท่านไม่พูดให้ใครฟังทั้งสิ้น ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น หลวงปู่มั่นเท่านั้น เพราะคนไม่เป็น พูดไปมันบอกว่าหลวงปู่เจี๊ยะภาวนาผิด ไปถามใครก็บอกว่า เฮ้ย! มึงทำผิดแล้วแหละ มึงต้องมาทำถูกแบบกู แบบกูแบบว่าไม่รู้ห่าอะไรเลยนี่ ไอ้ที่รู้ๆ มันผิด ต้องอย่างกูนี่ ไม่รู้อะไรเลย แล้วไม่ได้อะไรเลย อย่างนี้ถึงจะถูก ให้กิเลสมันปิดหูปิดตาไปไง

ไม่พูดให้ใครฟังเลย ต้องคนรู้เท่านั้น

ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น

“ผมภาวนาอย่างนี้ผิดไหมครับ”

“ถูก ใช้ได้”

“แล้วให้ผมภาวนาอย่างไรต่อไปครับ”

“ทำแบบเดิมนั่นแหละ ทำแบบเดิมที่ทำมา”

ทำแบบเดิมที่ทำมา เพราะทำแบบเดิมมาได้ถึงพระสกิทาคามี แล้วมันจะต่อไปเป็นพระอนาคามี ต่อไปถึงสิ้นกิเลสไง ทำแบบเดิมนั่นแหละ ถ้าทำแบบอื่นมันไม่ตรงกับจริตนิสัย ไม่ตรงกับกิเลสในใจของตน

แล้วจริตนิสัยเป็นคนที่รื้อฟื้นขุดค้นขึ้นมาด้วยตนเองนะ เห็นคนอื่นเขาทำได้ เขานั่งภาวนาได้

นั่งภาวนาได้นั่นเป็นประเพณีวัฒนธรรม นั้นทำได้โดยแบบโลกๆ ด้วยกิริยา แต่ใจเขาจะเป็นหรือไม่เป็นนั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ของเราเพราะเห็นกิริยาอย่างนั้น เห็นการกระทำอย่างนั้น มันเป็นรูปแบบ เราจะเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เราจะทำให้ได้แบบนั้นไง พอทำแบบนั้นขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้น มันถึงเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันถึงได้แยกแยะไง การพิจารณากายๆ ไง

แล้วเวลาหลวงปู่มั่นท่านฝากไว้ไง ฝากไว้กับหลวงปู่ขาว

คนภาวนามันรู้ถึงค่ายกลของกิเลสนะ บุคคล ๔ คู่ แล้วคู่ที่ลึกลับซับซ้อนขึ้นไปข้างบนมันยิ่งยากกว่านี้มากนัก ฉะนั้น ถึงฝากขึ้นไปเลย ฝากพระที่ปฏิบัติ ฝากพระที่มีจริตนิสัย ฝากพระที่มีอำนาจวาสนา ฝากกับหลวงปู่ขาวไว้ เพราะหลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่นยืนยันว่าท่านได้ตรวจสอบแล้วว่าหลวงปู่ขาวเป็นพระอรหันต์แน่นอน

ฝากหลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว ต้องให้ไปอยู่กับหลวงปู่ขาว ต้องให้หลวงปู่ขาวคุ้มครอง

ทั้งหลวงปู่จวน หลวงปู่เจี๊ยะไปหาหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวจะถามคำเดียว “ม้างกาย ม้างกาย ม้างกายหลายบ่”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกเลย “ม้างกายครับ ม้างกายหลาย ม้างกายหลาย”

ม้างกาย การพิจารณากาย แนวทางสติปัฏฐาน ๔

แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ของบัญญัติไว้ในพระพุทธศาสนา ปริยัติ ปฏิบัติ ในแนวทางของการประพฤติปฏิบัติต้องทำความสงบของใจเข้ามา มีฐานของสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่มัคโค ยกขึ้นสู่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาพร้อมกับงานชอบ งานชอบ งานทำความสงบของใจเข้ามาเพื่อเอากำลัง งานยกขึ้นสู่วิปัสสนาเพื่อการใช้ปัญญา

งานชอบ ชอบในการทำกำลังของใจขึ้นมา

งานชอบในการวิปัสสนาด้วยภาวนามยปัญญา

เวลามันชอบธรรมๆ เห็นไหม ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี วสีคือการกระทำ วสีคือการเข้าและการออก วสีคือประสบการณ์ของจิต ชำนาญในวสี

งานอื่นงานใดในโลกนี้เรื่องของเขา งานของเรายิ่งใหญ่ แล้วถ้าทำได้ความเป็นจริง เวลามันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง” เราก็รู้ได้ ทางวิทยาศาสตร์เราก็คิดได้ “เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง” มันเป็นสมมุติ บัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราฝึกหัดขึ้นมา

“เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”

ปีใหม่ก็เพิ่งผ่านไป เรายังมีรสชาติอยู่กับมันไหม กลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเป็นผู้เห็นความว่างจากภายนอก เพราะมีตนถึงเห็นเขา ไม่มีตนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร มันก็เป็นของที่ว่างเปล่า แต่เพราะเรามีกิเลส มีตัณหา เราถึงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ ตัวตนที่มีตนที่มองออกไป

ถ้าไม่มีตัวมีตน มันจะรับรู้ได้อย่างไร

คนพลั้งเผลอก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น คนมีสติปัญญา มองด้วยสติด้วยปัญญา แล้วกลับมาถอนตัวตน กลับมาถอนไอ้สิ่งที่กีดขวาง ว่างอยู่นั่นน่ะ กีดขวางเข้าไปในวัฏฏะ กีดขวางเขาไปทุกๆ คน กีดขวางแม้แต่ตัวเอง หลอกตัวตนว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ทั้งๆ ที่ว่าจะโดนกิเลสมันพลิกมันแพลง หลอกลวงให้เข้าไปจมอยู่กับสมมุติบัญญัตินั้น ไม่รู้เห็นสิ่งใด ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีเหตุไม่มีผล บรรลุธรรมได้อย่างไร เอวัง